ซักพรมExtraction

เมื่อกล่าวถึง การทำความสะอาดบ้าน และอาคารสถานที่ต่าง ๆ เชื่อได้ว่า พรม คงเป็นโจทย์สำคัญ ที่ใครหลายคนต่างให้ความสนใจ เพราะพรมมักมีขนาดใหญ่ จนไม่สามารถนำเข้าเครื่องซักผ้าได้ และ ในขณะเดียวกันก็มักเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกต่าง ๆ มากมาย เพราะถูกวางเอาไว้ที่พื้น จึงมักมีเศษสิ่งสกปรกต่าง ๆ ตกลงไปอยู่บนพรม ทั้งน้ำ อาหาร ฝุ่น หรือ เศษสิ่งสกปรกต่าง ๆ ผ่านการเดินเหยียบย่ำไปมา และ ใช้งานหลายวันกว่าจะนำมาทำความสะอาดสักครั้ง ด้วยความยากเช่นนี้ หลายคนจึงเลือกใช้บริการ ซักพรมจากมืออาชีพ ที่มีความพร้อม ทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ ในการทำความสะอาดพรม และ น้ำยา สำหรับทำความสะอาด ที่มีประสิทธิภาพ สามารถขจัดคราบสกปรก ได้อย่างหมดจด และ กำจัดเชื้อโรค ไรฝุ่น และ สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ได้ดี ซึ่ง วิธีการทำความสะอาดพรม นั้นก็มีอยู่หลากหลายวิธีด้วยกัน แต่วิธี ที่พบได้บ่อยนั้นคือการ ซักพรม extraction และ การซักแบบบอนเนท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

การซักพรมแบบบอนเนท (Bonnet) หรือ การซักพรมแบบแห้ง วิธีการคือ ใช้เครื่องปั่น แผ่นใยไหมพรม / แผ่นไมโครไฟเบอร์ เพื่อเช็ด และ ขจัดคราบรอยเปื้อนบนผิวพรม จากนั้น จะมีการฉีดน้ำยาทำความสะอาดลงไปบนพรม และ ใช้แผ่น bonnet ใส่ใต้เครื่องขัดพื้น เมื่อทำความสะอาด จนด้านใดด้านหนึ่งสกปรก ก็สามารถกลับมาใช้อีกด้านได้ เมื่อทำความสะอาดเสร็จ จะสามารถนำแผ่น bonnet ซักทำความสะอาด

ข้อดี คือเป็นวิธีที่ง่ายไม่ยุ่งยาก จึงทำได้บ่อย เหมาะสำหรับสถานที่ที่มีการดูแลรักษาเป็นประจำ และ ไม่มีคราบสกปรกมาก

ข้อเสีย คือเนื่องจากระบบนี้ไม่มีการใช้น้ำ (Rinse) ในการทำความสะอาด จึงมีโอกาสทิ้งคราบน้ำยาเอาไว้ได้ และ ไม่เหมาะกับพรม ที่มีลักษณะตัดปลายขนยาว เพราะเครื่องปั่น จะทิ้งรอยวงเป็นก้นหอยเอาไว้บนพรม

จึงได้มีการพัฒนา วิธีการทำความสะอาดพรม แบบบอนเนทเพิ่มเติม ด้วยการใช้ระบบสั่น oscillator ซึ่งจะมีการ ฉีดน้ำผสมน้ำยา ลงบนพรมให้ทั่วก่อน นำแผ่นบอนเนทสอดเอาไว้ใต้เครื่องสั่น แล้วถูไปมาบนพรม เพื่อเช็ดรอย ระบบการทำความสะอาดพรมนี้จึงคล้ายกับการซักแห้ง

การซักพรม extraction หรือ เรียกกันหลายชื่อ ว่า Spray extraction หรือ hot water extraction / steam clean  เป็นการซักพรมแบบเปียก เป็นวิธีการ ทำความสะอาดพรมที่ดี และ สามารถทำความสะอาด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการทำงานคือ ฉีดน้ำยาทำความสะอาด แล้วดูดกลับด้วยน้ำเย็น หรือ น้ำร้อน ระหว่างดูดกลับ ก็จะนำพาฝุ่น ทราย และ สิ่งสกปรกกลับคืนไปด้วย สามารถทำความสะอาดได้แบบ Deep clean เพราะจะฉีดน้ำยาลงไปได้ลึก 5 -10 ม ม ขึ้นอยู่กับอัตราการไหล และ แรงดันของตัวปั้ม ยิ่งฉีดลงไปได้ลึก และ มีแรงดูดกลับคืนได้มาก พรมก็จะยิ่งสะอาดมากขึ้น แตกต่างกับวิธีการทำความสะอาดพรมแบบบอนเนท

ข้อดี การ ซักพรม extraction จะไม่ทำลายเส้นใยของพรม เหมือนวิธีการแบบบอนเนท ไม่ทำให้เกิดคราบน้ำทิ้งเอาไว้ หลังการทำความสะอาด สามารถทำความสะอาดได้ทั่วถึงกว่า และ มีประสิทธิภาพที่ดี เป็นวิธีการทำความสะอาดที่รวดเร็ว ไม่มีสารเคมีตกค้างให้เป็นอันตรายต่อผู้สัมผัส หลังการทำความสะอาด ทำความสะอาดได้บ่อยเท่าที่ต้องการ สามารถยืดอายุการใช้งานของพรมให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

ข้อเสีย การซักพรม extraction ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าพรมจะแห้งสนิท หากเครื่องทำความสะอาดพรม extraction ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ มีโอกาสที่แรงฉีด และ แรงดูดต่ำจะไม่เพียงพอ ไม่สามารถขจัดสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ ค่าบริการในการทำความสะอาดพรมชนดนี้มักค่อนข้างสูง และ ต้องเลือกผู้ให้บริการที่มีความชำนาญเพียงพอ เพื่อผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากที่สุด

จากการที่ ทั้งสองวิธี มีข้อดี และ ข้อเสีย ที่แตกต่างกัน ทำให้ มีความเหมาะสม ที่จะใช้งาน ได้ต่างกันด้วย การจะเลือกใช้ วิธีใดวิธีหนึ่ง ในการทำความสะอาดพรม ก็จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม ให้รอบด้าน หากยังไม่แน่ใจ ก็อาจจะปรึกษา ผู้ให้บริการ ที่มีประสบการณ์ ซึ่งมืออาชีพเหล่านั้น พร้อมที่จะให้คำแนะนำ ที่เหมาะสม ได้

ความสะอาดของบ้าน และ อาคารที่อยู่อาศัยที่ดี จะส่งผลดีต่อ สุขภาพกาย และ ใจ ของผู้อยู่อาศัย เป็นอย่างมาก ซึ่งพรม คือส่วนหนึ่ง ที่มีความสำคัญ และ จำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดที่ดี การซักพรม extraction หรือ วิธีการที่สะดวกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พรมคงความสวยงาม ตลอดอายุการใช้งาน และ สะอาดน่าสัมผัสอยู่เสมออีกด้วย

 

เพราะดีคลีนรู้ดีว่า การทำความสะอาดพรมนั้น สร้างมีรายละเอียด และหลักการเล็ก ๆ น้อย ๆ มากขนาดไหน
ดีคลีน จึงพร้อมที่จะใช้ ประสบการณ์ต่าง ๆ ในการทำงานที่ผ่านมา เพื่อเลือกวิธีทำความสะอาด ที่เหมาะสม ให้กับทุกคนค่ะ
เพราะดีคลีน อยากให้ทุก ๆ วัน .. เป็นวันที่ดีของทุกคน
dKLEAN Make Your Day
ทำให้ทุกวัน..เป็นวันที่ดีสำหรับคุณ
สนใจติดต่อ
Tel: 061-269-0125
Line: @dklean

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these <abbr title="HyperText Markup Language">HTML</abbr> tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

*